ข้ามไปยังเนื้อหา

ความรู้กฎหมาย

การซื้อกิจการและการควบรวมกิจการในประเทศไทย: ภาพรวมตลาดและกรอบกฎหมาย ปี 2569

5 ยอดเข้าชม

ธุรกรรมซื้อกิจการและควบรวมกิจการ M&A ในประเทศไทยดำเนินการได้ทั้งในรูปแบบธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทเอกชนทั่วไป โดยทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้ระบอบกำกับดูแลที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกรรมของบริษัทมหาชนต้องผ่านการเปิดเผยข้อมูลและการอนุมัติที่เข้มงวดกว่ามากเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยและรักษาความน่าเชื่อถือของตลาดทุน ขณะที่ธุรกรรมของบริษัทเอกชนอาจเปิดเผยข้อมูลเพียงเท่าที่กฎหมายเฉพาะกำหนดให้ต้องแจ้งหรือขออนุญาต ปัจจัยที่ผู้ลงทุนในตลาดไทยใช้ตัดสินใจเลือกโครงสร้าง มักไม่ใช่แค่ขนาดของเงินลงทุน แต่รวมถึงลักษณะของสินทรัพย์เป้าหมาย (รายการเดียวหรือเป็นพอร์ต) และความจำเป็นด้านเงินทุนของธุรกิจ

จุดประสงค์ของ M&A ในตลาดไทยก็ขยายตัวกว่าที่เคยเป็น จากเดิมที่เน้นการสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นเป็นหลัก มาสู่วัตถุประสงค์อื่นควบคู่กัน เช่น การเพิ่มทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ และการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากภาพรวมตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา

ภาพรวมตลาด M&A ในช่วงที่ผ่านมา

ตัวเลขมูลค่ารวมของตลาดแตกต่างกันไปตามผู้รวบรวมข้อมูลแต่ละราย แต่ภาพที่ตรงกันคือปี 2568 ตลาด M&A ไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 12,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 18 จากปี 2567 อย่างไรก็ตาม กิจกรรมในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด จำนวนธุรกรรมลดลงจาก 65 เหลือ 54 รายการ และมูลค่ารวมลดลงถึงร้อยละ 46.4 จาก 2,500 ล้านดอลลาร์เหลือ 1,300 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นดีลขาเข้า (inbound) 13 รายการ ขาออก (outbound) 10 รายการ และภายในประเทศ 31 รายการ ภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติยังคงเป็นภาคที่มีกิจกรรมมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของมูลค่ารวมในไตรมาสนั้น โดยธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดคือการที่ Aboitiz Power จากฟิลิปปินส์ และ EGAT International ของไทย เข้าซื้อหุ้นฝ่ายละร้อยละ 25 ใน Van Phong Power ผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าถ่านหินในเวียดนาม จาก Sumitomo Corporation มูลค่ารวม 440 ล้านดอลลาร์

ทิศทางของเซกเตอร์เป้าหมายก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ปี 2567 ตลาดให้น้ำหนักกับกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร (TMT) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพเป็นหลัก โดยมีมูลค่าต่อดีลค่อนข้างสูง แต่เข้าสู่ปี 2568 กระแสเงินทุนเริ่มโยกไปยังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในความหมายกว้างขึ้น ธุรกรรมที่สะท้อนแนวโน้มนี้ได้ชัด ได้แก่ การที่ Berli Jucker Logistics ในเครือ BJC จับมือเป็นกิจการร่วมค้ากับ DHL Supply Chain (Thailand) เพื่อยกระดับโลจิสติกส์กลุ่มสุขภาพและสัตว์ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานควบคุมอุณหภูมิและมาตรฐานกำกับดูแลที่สูงขึ้น การเข้าซื้อกิจการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวันของ BCPG ในเครือบางจาก การเข้าถือหุ้นร้อยละ 11.01 ใน COM7 ของ Plan B Media มูลค่าสูงสุดถึง 7,219 ล้านบาท และการอนุมัติลงทุน 1,234.6 ล้านบาทของ WHA Industrial Leasehold REIT เพื่อซื้อสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมเพิ่มอีก 10 โครงการ

ปัจจัยมหภาคยังเป็นตัวแปรสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือนธันวาคม 2568 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น โครงการพักหนี้รายย่อยวงเงิน 122,000 ล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่าง "คนละครึ่ง" และ "เที่ยวดีมีคืน" ช่วยประคองสภาพคล่องในระบบ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมือง — การยุบสภาปลายปี 2568 และการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 — ทำให้ธุรกรรมขนาดใหญ่หลายรายการถูกเลื่อนการตัดสินใจมากกว่าจะถูกยกเลิก เข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2569 ภาพรวมดูคึกคักขึ้นจากแรงหนุนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหลัก แต่กิจกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยียังค่อนข้างเบาบาง สะท้อนว่านักลงทุนเลือกลงทุนในเซกเตอร์ที่ปัจจัยพื้นฐานชัดเจนมากกว่าจะกระจายในวงกว้าง

ตัวเลขจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตอกย้ำแนวโน้มนี้ ไตรมาส 1/2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 1.01 ล้านล้านบาท (ประมาณ 30,700 ล้านดอลลาร์) ใน 624 โครงการ โดยภาคดิจิทัลคิดเป็นสัดส่วนถึง 873,700 ล้านบาทของยอดรวม และในเดือนพฤษภาคม 2569 บอร์ด BOI อนุมัติโครงการขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,000 ล้านบาท (ราว 29,000 ล้านดอลลาร์) นำโดยการขยายโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ TikTok System (Thailand) ซึ่งตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค

กรอบกฎหมายที่ใช้บังคับ

ธุรกรรม M&A ในไทยไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียว แต่ต้องพิจารณาร่วมกันหลายฉบับตามประเภทของคู่สัญญาและกิจการเป้าหมาย:

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักเกณฑ์การบริหาร การแต่งตั้งกรรมการ การโอนหุ้น การเพิ่มทุน และการควบรวมของบริษัทจำกัด
  • พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ใช้กับบริษัทมหาชนจำกัดโดยเฉพาะ ซึ่งมีภาระด้านธรรมาภิบาลสูงกว่าเนื่องจากเปิดสู่สาธารณะมากกว่า
  • พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ใช้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบริษัทเป้าหมายเป็นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเพิ่มภาระด้านการเปิดเผยข้อมูล รายการที่เกี่ยวโยงกัน และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ควบคุมการลงทุนของผู้ถือหุ้นต่างชาติ (ดูรายละเอียดหัวข้อถัดไป)
  • ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้แยกต่างหากเมื่อบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดิน
  • พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กำกับการรวมธุรกิจที่อาจกระทบการแข่งขันในตลาด
  • ประมวลรัษฎากร และกฎหมายที่กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของโครงสร้างธุรกรรมแต่ละแบบ

หากกิจการเป้าหมายอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีผู้กำกับดูแลเฉพาะ เช่น พลังงาน การเงิน หรือประกันภัย ยังต้องตรวจกฎหมายเฉพาะอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง การได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งทดแทนใบอนุญาตหรือความยินยอมที่กฎหมายแต่ละฉบับกำหนดแยกกัน

ผู้ลงทุนต่างชาติ: เกณฑ์เปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงใช้นิยาม "คนต่างด้าว" ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลต่างประเทศ และบริษัทที่จดทะเบียนในไทยซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ของทุนขึ้นไป ธุรกิจในบัญชีท้ายกฎหมายที่ต้องขออนุญาตหรือต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวยังคงเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือวิธีที่หน่วยงานตรวจสอบว่าบริษัทหนึ่ง "เป็นต่างด้าว" หรือไม่

ตั้งแต่ต้นปี 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ทยอยออกมาตรการและคำสั่งอย่างน้อย 7 ฉบับระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน เพื่อยกระดับการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยมีคำสั่งสำคัญที่นำเกณฑ์ "การควบคุมที่แท้จริง" (actual control) มาเสริมเกณฑ์สัดส่วนหุ้นร้อยละ 50 แบบเดิม กล่าวคือแม้สัดส่วนหุ้นไทยในทะเบียนจะครบตามกฎหมาย แต่หากอำนาจบริหารจัดการ การจัดหาเงินทุน หรือธรรมาภิบาลของบริษัทบ่งชี้ว่าฝ่ายต่างชาติเป็นผู้ควบคุมที่แท้จริง หน่วยงานก็มีอำนาจพิจารณาว่าบริษัทนั้นเข้าข่ายต่างด้าวได้ มาตรการชุดนี้มาพร้อมระบบ Intelligence Business Analytic System (IBAS) ซึ่ง DBD เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนธุรกิจกับฐานข้อมูลของกรมที่ดินและกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ ณ กลางปี 2569 มีการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างถือหุ้นแทน (nominee) ไปแล้วกว่า 852 บริษัท และตรวจพบความเสียหายทางเศรษฐกิจสะสมประมาณ 15,100 ล้านบาท โดยเข้มงวดเป็นพิเศษในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยโดยตรงต่อการทำดีล การตรวจสอบสถานะโครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเป้าหมายจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่การอ่านทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือหนังสือบริคณห์สนธิ แต่ต้องตรวจ "สาระ" ของอำนาจควบคุมประกอบด้วย และโครงสร้างที่เคยผ่านการตรวจสอบก่อนปี 2569 ก็อาจต้องนำมาทบทวนใหม่ก่อนปิดดีล โดยเฉพาะกิจการในกลุ่มที่ DBD ให้ความสำคัญ เช่น ท่องเที่ยว ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม เกษตร และโลจิสติกส์/อีคอมเมิร์ซ

ข้อจำกัดการถือครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินยังคงต้องตรวจแยกต่างหากจาก FBA เช่นเดิม โดยใช้เกณฑ์บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินร้อยละ 49 ของทุน หรือมีผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นคนละสัดส่วนกับเกณฑ์ของ FBA จึงไม่อาจใช้ผลการตรวจสอบสถานะต่างด้าวตามกฎหมายฉบับหนึ่งไปสรุปแทนอีกฉบับหนึ่งได้

รูปแบบธุรกรรม: ตลาดยังให้น้ำหนักกับการซื้อหุ้นมากกว่าซื้อทรัพย์สิน

ตลาดไทยยังคงนิยมโครงสร้างซื้อหุ้น (share deal) มากกว่าซื้อทรัพย์สิน (asset deal) เพราะช่วยลดความซับซ้อนรายกรณีในเรื่องการโอนทะเบียน ค่าธรรมเนียม ภาษีจากการโอนทรัพย์สิน การโอนใบอนุญาต และการยื่นแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อซื้อหุ้น ผู้ซื้อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเป้าหมายโดยที่ทรัพย์สิน หนี้สิน และใบอนุญาตยังคงเป็นของบริษัทเดิมทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน หนี้ภาษี การผิดสัญญา และข้อพิพาทที่มีอยู่ก่อนก็ยังคงเป็นภาระของบริษัทต่อไปเช่นกัน การซื้อทรัพย์สินจึงยังเป็นทางเลือกหลักเมื่อผู้ซื้อต้องการเฉพาะสินทรัพย์บางรายการ หรือต้องการตัดขาดจากภาระหนี้สินและคดีความที่ไม่ต้องการรับไว้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ยังเปิดทางให้การควบรวมบริษัททำได้สองรูปแบบ คือ (1) เกิดเป็นบริษัทใหม่ตามแบบเดิม หรือ (2) ให้บริษัทหนึ่งคงอยู่และอีกบริษัทหนึ่งสิ้นสภาพไป ซึ่งเป็นรูปแบบที่เพิ่งได้รับการรับรองอย่างชัดเจน กรมสรรพากรได้ออกคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ชี้ว่าการควบรวมรูปแบบใหม่นี้ในทางภาษีให้ถือเสมือนเป็นการโอนกิจการทั้งหมด คือประเมินมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกควบรวม ณ วันเลิกกิจการตามราคาตลาด ส่วนบริษัทที่คงอยู่รับโอนทรัพย์สินและหนี้สินต่อไปจนกว่าจะมีการจำหน่ายจ่ายโอนในอนาคต

สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการโครงสร้างหลายชั้นเพื่อแยกการถือหุ้น จัดหาเงินทุน หรือร่วมลงทุนกับหลายฝ่าย การจัดตั้งบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) ยังเป็นแนวทางที่ใช้กันทั่วไป แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า SPV จะเข้าทำธุรกรรมในรูปแบบใด (ซื้อหุ้น ซื้อทรัพย์สิน หรือรับโอนกิจการ) เพราะ SPV เป็นเพียงผู้เข้าทำนิติกรรม ไม่ใช่รูปแบบธุรกรรมอีกประเภทหนึ่ง

การตรวจสอบสถานะและคำรับรองของผู้ขาย

ขอบเขตการตรวจสอบสถานะ (due diligence) ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่จะซื้อ ธุรกรรมซื้อหุ้นต้องตรวจสิทธิของผู้ขายในหุ้น ทะเบียนผู้ถือหุ้น มติบริษัท ใบอนุญาต สัญญาหลัก ทรัพย์สินทางปัญญา หนี้สิน ภาษี และข้อพิพาทของทั้งบริษัท ขณะที่ธุรกรรมซื้อทรัพย์สินต้องตรวจกรรมสิทธิ์และภาระผูกพันของทรัพย์สินแต่ละรายการ รวมถึงสิทธิในสัญญาและใบอนุญาตที่จำเป็นต่อการใช้ทรัพย์สินนั้นจริง

ผลการตรวจสอบต้องนำไปกำหนดขอบเขตราคาและเงื่อนไขในสัญญา ไม่ใช่เก็บไว้เป็นรายงานลอยๆ โดยไม่มีกลไกจัดการความเสี่ยงที่พบ เครื่องมือหลักที่ใช้คือคำรับรองและรับประกัน (Representations and Warranties) ประกอบกับเงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent) การปรับราคา หรือข้อตกลงชดใช้ความเสียหาย (Indemnity) โดยต้องกำหนดผู้รับผิด ระยะเวลา และผลเมื่อไม่สำเร็จให้ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลผ่านห้องข้อมูล (Data Room) ก็ต้องเชื่อมโยงกับข้อยกเว้นความรับผิดในสัญญาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช้ข้อยกเว้นกว้างจนความเสี่ยงที่ควรตกแก่ผู้ขายกลับมาตกแก่ผู้ซื้อแทน

การแข่งขันทางการค้า: ระบบสองราง

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 นิยาม "การรวมธุรกิจ" ให้ครอบคลุมทั้งการซื้อหุ้นและการซื้อสินทรัพย์ ไม่จำกัดเฉพาะการควบรวมบริษัท ธุรกรรมที่เข้าข่ายต้องพิจารณา ได้แก่ การได้มาซึ่งสิทธิออกเสียงเกินร้อยละ 50 ในบริษัททั่วไป หรือเกินร้อยละ 25 ในบริษัทจดทะเบียน และการได้มาซึ่งสินทรัพย์เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าสินทรัพย์ประเภทเดียวกันทั้งหมดของกิจการนั้น

ระบบกำกับแบ่งเป็นสองราง: การรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรืออำนาจเหนือตลาด (รายได้ในตลาดที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ร่วมกับส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ร้อยละ 50 หรืออยู่ใน 3 อันดับแรกที่มีส่วนแบ่งรวมกันตั้งแต่ร้อยละ 75 และตนเองมีส่วนแบ่งอย่างน้อยร้อยละ 10) ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ก่อนดำเนินการ ส่วนการรวมธุรกิจที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่ถึงขั้นผูกขาด (รายได้ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท) เพียงแจ้งผลภายใน 7 วันหลังทำธุรกรรมเสร็จสิ้น ในทางปฏิบัติ สำนักงาน กขค. (OTCC) จะส่งคำขออนุญาตต่อคณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันยื่น และคณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยเอกสารประกอบคำขอที่เป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลตามแนวทางที่ออกเมื่อเดือนกันยายน 2568

ที่ผ่านมา OECD ได้เผยแพร่รายงานทบทวนกฎหมายแข่งขันทางการค้าของไทยในปี 2568 ซึ่งประเมินว่าไทยวางรากฐานระบบกำกับดูแลได้ดี แต่ยังมีช่องว่างในการบังคับใช้ เช่น นิยาม "อำนาจเหนือตลาด" ที่ยังไม่ชัดเจนพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ทำธุรกรรมควรติดตาม เพราะกระทบการประเมินว่าธุรกรรมของตนต้องขออนุญาตก่อนหรือแจ้งภายหลังเท่านั้น

แหล่งเงินทุนและหลักประกัน

ผู้ซื้อระดมทุนได้ทั้งจากผู้ถือหุ้น (equity financing) และเงินกู้ (debt financing) หรือทั้งสองทาง เงินกู้เพื่อซื้อกิจการที่พบบ่อยที่สุดคือสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในรูปเงินกู้ระยะยาวเพื่อซื้อกิจการ แม้ธนาคารพาณิชย์ยังค่อนข้างระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนหันไปใช้แหล่งทุนทางเลือกจากผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคารและกองทุนเอกชนมากขึ้น ชุดหลักประกันที่ใช้กันทั่วไปในตลาด ได้แก่ การจำนำหุ้นที่ซื้อหรือจองซื้อ การจำนองที่ดิน อาคาร และเครื่องจักร หลักประกันเหนือทรัพย์สินที่รับโอนมา การค้ำประกันจากบริษัทแม่หรือกรรมการ/ผู้ถือหุ้นใหญ่ และหลักประกันทางธุรกิจตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ซึ่งครอบคลุมถึงกิจการทั้งกิจการได้ในบางกรณี

ข้อควรระวังสำคัญคือผู้ซื้อหุ้นยังไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินของบริษัทเป้าหมายในทันทีที่เซ็นสัญญา จึงไม่อาจนำทรัพย์สินนั้นไปเป็นหลักประกันของตนได้จนกว่าจะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์และมีมติที่จำเป็นครบถ้วน การจัดลำดับเงื่อนไขเบิกเงินกู้กับเงื่อนไขปิดดีลจึงต้องสอดคล้องกัน ไม่ให้การจัดหลักประกันที่ยังทำไม่ได้ก่อนวันโอนกลายเป็นเหตุให้การชำระเงินติดขัด

กฎหมายแรงงาน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดหลักการคุ้มครองลูกจ้างเป็นแกนหลัก ในธุรกรรมซื้อหุ้น นายจ้างยังคงเป็นนิติบุคคลเดิม จึงไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้น แต่หากภายหลังปิดดีลจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบก่อน ในทางกลับกัน ธุรกรรมซื้อทรัพย์สินหรือรับโอนกิจการที่ทำให้ลูกจ้างต้องเปลี่ยนไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคนก่อนโอน โดยนายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและนับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างเดิม หากลูกจ้างไม่ยินยอม ก็ยังคงเป็นลูกจ้างของผู้ขายซึ่งต้องพิจารณาว่าจะจ้างต่อหรือเลิกจ้างตามกฎหมาย

การเลิกจ้างมีต้นทุนที่ต้องประเมินแยกกันสามส่วน คือ ค่าตอบแทนแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยตามอายุงาน และความเสี่ยงเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมซึ่งศาลแรงงานพิจารณาจากเหตุและวิธีการเลิกจ้าง ไม่ใช่จำนวนปีทำงานเพียงอย่างเดียว ผู้ซื้อจึงควรประเมินต้นทุนด้านแรงงานเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบสถานะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการต้องพึ่งพาบุคลากรซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตามใบอนุญาต

ภาษี

ฐานภาษีของธุรกรรมซื้อหุ้นกับซื้อทรัพย์สินต่างกันโดยพื้นฐาน การซื้อหุ้นทำให้ภาระภาษีเดิมของบริษัทยังคงอยู่กับบริษัทเป้าหมาย ขณะที่การซื้อทรัพย์สินต้องประเมินภาษีจากการโอนแต่ละประเภทแยกกัน รวมถึงผลต่อต้นทุนทรัพย์สินของผู้ซื้อในอนาคต การเปรียบเทียบโครงสร้างจึงต้องพิจารณาราคาซื้อ ค่าใช้จ่ายวันโอน และภาระภาษีภายหลังการซื้อประกอบกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะภาระของฝ่ายผู้ขาย

ประเด็นภาษีที่ผู้ทำธุรกรรมข้ามพรมแดนควรติดตามอย่างใกล้ชิดคือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 ซึ่งกำหนดให้เงินได้จากแหล่งต่างประเทศที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในไทยนำเข้าประเทศต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ว่าจะได้รับเงินได้นั้นในปีใด กฎนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ส่วนร่างมาตรการผ่อนปรนที่เสนอให้ยกเว้นภาษีหากนำเงินได้จากต่างประเทศเข้าไทยภายใน 2 ปีภาษี ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกา และยังไม่ผ่านเป็นกฎหมาย เนื่องจากกระบวนการสะดุดจากการยุบสภาก่อนการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้ลงทุนที่วางแผนรับเงินปันผลหรือผลตอบแทนจากต่างประเทศเข้าไทยจึงยังต้องวางแผนภายใต้กฎเดิมไปก่อน

ในส่วนของแรงงาน กฎกระทรวงฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567) ได้เพิ่มเพดานการยกเว้นภาษีสำหรับเงินชดเชยการเลิกจ้างเป็นจำนวนเทียบเท่าค่าจ้าง 400 วันทำงานสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาคำนวณต้นทุนเมื่อธุรกรรมมีการปรับลดพนักงานหลังปิดดีล

แนวโน้มและบทสรุป

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ M&A ไทยต่อเนื่องในปี 2569 ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่กระจุกตัวในภาคดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ชี้ทิศทางนี้ชัดเจน โดยมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและที่ดินแก่นักลงทุนต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจ entertainment complex ซึ่งเคยถูกจับตาว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนก้อนใหญ่ ยังคงไม่มีกฎหมายรองรับ ณ ขณะที่เผยแพร่บทความนี้ เส้นทางของร่างกฎหมายฉบับนี้ผันผวนต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา: คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนมกราคม 2568 ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม แต่ถูกถอนออกจากสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคมภายหลังเหตุการณ์ทางการเมือง คณะกรรมาธิการวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบในเดือนกันยายนและเสนอให้ทำประชามติก่อน ก่อนที่สภาจะถูกยุบในเดือนธันวาคม กรอบข้อตกลงร่วมรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งได้ฟื้นแนวคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีร่างใหม่เข้าสู่การพิจารณาของสภา ผู้ลงทุนที่สนใจภาคนี้จึงควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ควรวางแผนธุรกิจบนสมมติฐานเรื่องกรอบเวลาที่แน่นอน

ในขณะเดียวกัน มาตรการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างชาติที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จะยังคงเป็นปัจจัยที่กำหนดวิธีจัดโครงสร้างธุรกรรมของนักลงทุนต่างชาติต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในภาคที่มีความอ่อนไหวสูงอย่างท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเกษตร ภาพรวมของตลาด M&A ไทยจึงไม่ใช่เรื่องของปริมาณธุรกรรมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของวินัยในการจัดโครงสร้างธุรกรรมให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ผ่านมา ผู้ที่เข้าใจความเคลื่อนไหวของกฎเกณฑ์เหล่านี้ล่วงหน้าจะเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าตลาดในภาพรวม

ติดต่อสำนักงาน

ต้องการคุยรายละเอียดเรื่องนี้กับทนายหรือไม่

ส่งข้อเท็จจริงและเอกสารหลักให้สำนักงานตรวจเบื้องต้น แล้วเราจะช่วยอธิบายขั้นตอนถัดไปที่เหมาะกับเรื่องของคุณ

แชร์

LINEGmail
กลับขึ้นด้านบน ↑

ภาพ 1 / 0