ข้ามไปยังเนื้อหา

ความรู้กฎหมาย

ความสัมพันธ์และข้อขัดแย้งระหว่างสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นกับข้อบังคับบริษัท ภายใต้กฎหมายไทย

49 ยอดเข้าชม
ความสัมพันธ์และข้อขัดแย้งระหว่างสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นกับข้อบังคับบริษัท ภายใต้กฎหมายไทย — รูปประกอบ 1

กรอบวิเคราะห์สำหรับนักลงทุน — สถานะทางกฎหมาย การแก้ไขข้อขัดแย้ง การผูกพันผู้ถือหุ้นรายใหม่ และการบังคับสิทธิเมื่อมีการฝ่าฝืน

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement หรือ SHA) กับข้อบังคับบริษัท (Articles of Association) เป็นเอกสารสองฉบับที่ผู้ลงทุนและที่ปรึกษากฎหมายต้องจัดวางให้สอดคล้องกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเจรจา เพราะทั้งสองฉบับมีสถานะทางกฎหมายที่ต่างกันโดยพื้นฐาน แม้จะดูเหมือนเป็นเพียงรายละเอียดเชิงเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติ การไม่แยกให้ชัดว่าข้อตกลงใดควรอยู่ในเอกสารฉบับใดเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นใช้บังคับไม่ได้จริงเมื่อเกิดข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นเพราะบริษัทไม่ผูกพันตามสัญญาที่ตนไม่ได้เป็นคู่สัญญา หรือเพราะผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่รับโอนหุ้นมาไม่เคยลงนามผูกพันตามข้อตกลงเดิมเลย บทความนี้วางกรอบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเอกสารทั้งสองฉบับ ตั้งแต่สถานะทางกฎหมาย การแก้ไขข้อขัดแย้ง การผูกพันผู้ถือหุ้นรายใหม่ ไปจนถึงกลไกบังคับสิทธิเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม

สถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกัน

ข้อบังคับบริษัทเป็นเอกสารที่จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Department of Business Development หรือ DBD) นับแต่ขั้นตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ผูกพันผู้ถือหุ้นทุกคนโดยอัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นเดิมตั้งแต่จัดตั้งบริษัทหรือผู้รับโอนหุ้นที่เข้ามาภายหลัง และผูกพันกรรมการในการใช้อำนาจตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากเป็นเอกสารสาธารณะที่ผู้สนใจทั่วไปสามารถขอคัดจาก DBD ได้ การแก้ไขข้อบังคับต้องผ่านมติพิเศษด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง (มาตรา 1145 ประกอบมาตรา 1194) และต้องจดทะเบียนการแก้ไขภายใน 14 วันนับแต่วันลงมติ (มาตรา 1146) กระบวนการนี้มีทั้งขั้นตอนภายในบริษัทและขั้นตอนต่อหน่วยงานราชการ ทำให้การแก้ไขข้อบังคับช้ากว่าการแก้ไขสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นโดยธรรมชาติ

ในทางกลับกัน SHA เป็นสัญญาส่วนตัวที่เกิดจากหลักเสรีภาพในการทำสัญญาตาม ป.พ.พ. ผูกพันเฉพาะผู้ที่ลงนามเป็นคู่สัญญาตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา (privity of contract) SHA จึงไม่ผูกพันบริษัทเว้นแต่บริษัทจะเข้าเป็นคู่สัญญาด้วยโดยตรง และไม่ผูกพันผู้รับโอนหุ้นรายใหม่โดยอัตโนมัติ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้ต้องมี SHA และไม่มีแบบหรือขั้นตอนจดทะเบียนใด ๆ กำหนดไว้ แต่เมื่อทำขึ้นแล้วศาลไทยยอมรับผลผูกพันระหว่างคู่สัญญาตามหลักทั่วไปของกฎหมายสัญญา ข้อดีของความยืดหยุ่นนี้คือคู่สัญญาสามารถกำหนดกลไกเฉพาะทางพาณิชย์ที่ซับซ้อนกว่าที่ข้อบังคับรองรับได้ แต่ข้อเสียคือไม่มีสถานะผูกพันบุคคลภายนอกหรือบริษัทเองโดยอัตโนมัติเหมือนข้อบังคับ

เมื่อสองเอกสารขัดกัน

หากข้อกำหนดใน SHA ขัดกับข้อบังคับในเรื่องที่บริษัทต้องดำเนินการ เช่น องค์ประชุม คะแนนเสียง อำนาจกรรมการ หรือเงื่อนไขการโอนหุ้น มติหรือการกระทำของบริษัทที่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมายยังคงมีผลสมบูรณ์ ฝ่ายที่ฝ่าฝืน SHA มีความรับผิดทางสัญญาต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่ทำให้มติหรือการกระทำของบริษัทเป็นโมฆะ ด้วยเหตุนี้ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนใหญ่จึงถือปฏิบัติว่าเมื่อ SHA กับข้อบังคับขัดกัน ข้อบังคับมีผลเหนือกว่าในส่วนที่กระทบการดำเนินการของบริษัท แม้ ป.พ.พ. จะไม่ได้บัญญัติลำดับชั้นนี้ไว้อย่างชัดแจ้งก็ตาม (แนวปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วไป ไม่ใช่บทบัญญัติชัดแจ้ง — ควรตรวจสอบซ้ำกับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี)

ข้อตกลงใดควรยกเข้าข้อบังคับ

คำถามที่ต้องตอบก่อนร่าง SHA ทุกครั้งคือข้อตกลงใดจำเป็นต้องผูกพันบริษัทและผู้ถือหุ้นในอนาคต และข้อใดเป็นเพียงข้อตกลงภายในที่คู่สัญญาปัจจุบันต้องการเก็บเป็นความลับทางพาณิชย์

ข้อตกลงเก็บใน SHA ได้หรือไม่ควรยกเข้าข้อบังคับหรือไม่
ข้อจำกัดการโอนหุ้นได้ควรอย่างยิ่ง — มาตรา 1108 กำหนดให้ข้อจำกัดการโอนหุ้นต้องระบุในข้อบังคับจึงจะยกขึ้นผูกพันผู้รับโอนที่ไม่ใช่คู่สัญญา SHA ได้
องค์ประชุมและคะแนนเสียงพิเศษของผู้ถือหุ้นได้ควร — ผูกพันบริษัทและกรรมการโดยตรง
องค์ประชุมกรรมการ (board quorum)ได้ควร — กระทบการดำเนินการของกรรมการโดยตรง
เรื่องที่ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นพิเศษ (Reserved Matters)ได้ควรเฉพาะส่วนที่กระทบองค์ประชุมหรืออำนาจกรรมการ
สูตรตีราคาหุ้น (valuation formula)ควรไม่จำเป็น — เป็นกลไกภายในระหว่างผู้ถือหุ้น ไม่กระทบอำนาจบริษัท
สิทธิซื้อก่อน สิทธิขายตาม และสิทธิบังคับขายร่วม (Right of First Refusal, Tag-Along, Drag-Along)ควรควรบางส่วน — เฉพาะข้อจำกัดพื้นฐานของการโอน
นโยบายจ่ายเงินปันผลควรไม่จำเป็นเสมอไป — ปกติกำหนดกรอบกว้างในข้อบังคับ รายละเอียดเก็บใน SHA ได้
สิทธิรับข้อมูลและตรวจสอบกิจการของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยควรไม่จำเป็น — เป็นสิทธิตามสัญญาเพิ่มเติมจากสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว
ข้อห้ามแข่งขัน/รักษาความลับระหว่างผู้ถือหุ้นควรไม่ควร — เป็นข้อผูกพันส่วนบุคคล ไม่เหมาะกับเอกสารสาธารณะที่ DBD เก็บรักษา

การผูกพันผู้ถือหุ้นรายใหม่

ผู้รับโอนหุ้นหรือผู้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนรายใหม่ผูกพันตามข้อบังคับโดยอัตโนมัติทันทีที่เข้าเป็นผู้ถือหุ้น แต่ไม่ผูกพันตาม SHA โดยอัตโนมัติ เว้นแต่ข้อสาระสำคัญจะถูกยกเข้าข้อบังคับแล้วตามตารางข้างต้น หรือผู้รับโอนลงนามเข้าผูกพัน SHA แยกต่างหากผ่านหนังสือเข้าผูกพัน (Deed of Adherence) เป็นเงื่อนไขก่อนการโอนหรือก่อนรับจองหุ้นมีผล ในทางปฏิบัติ SHA ที่ร่างอย่างรัดกุมจึงมักผูกสองกลไกนี้เข้าด้วยกัน — กำหนดข้อจำกัดการโอนหุ้นไว้ในข้อบังคับตามมาตรา 1108 เพื่อให้บริษัทมีสิทธิปฏิเสธการจดทะเบียนโอนหุ้นที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข พร้อมกำหนดใน SHA ว่าเงื่อนไขหนึ่งของการโอนคือผู้รับโอนต้องลงนามในหนังสือเข้าผูกพันตามแบบที่แนบท้ายสัญญาเสียก่อน หากขาดกลไกใดกลไกหนึ่ง สิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมที่จะบังคับให้ผู้รับโอนผูกพันตาม SHA อาจเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้โอนเดิมเท่านั้น ไม่อาจยันผู้รับโอนได้โดยตรง

ขอบเขตเสรีภาพในการทำสัญญา

มาตรา 150 แห่ง ป.พ.พ. กำหนดให้นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ ผู้ร่าง SHA จึงมีเสรีภาพกำหนดข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นได้กว้างกว่าเนื้อหาของข้อบังคับมาก ตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นรวมกันเพียงเกินร้อยละ 25 สามารถตกลงกันเองใน SHA ให้การตัดสินใจบางเรื่องต้องได้รับความยินยอมเป็นเอกฉันท์ แม้กฎหมายจะเปิดให้มติพิเศษผ่านได้ด้วยคะแนนเสียงเพียงสามในสี่ก็ตาม ข้อตกลงเช่นนี้มีผลผูกพันคู่สัญญาด้วยกันเอง แม้จะไม่กระทบความสมบูรณ์ของมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งผ่านตามเกณฑ์ของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดที่มุ่งลบล้างสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นซึ่งมีผลต่อบริษัทโดยตรง เช่น สิทธิออกเสียงตามสัดส่วนหุ้นหรือสิทธิตรวจสอบกิจการ จะไม่มีผลผูกพันบริษัท แม้ยังคงสร้างความรับผิดทางสัญญาระหว่างคู่สัญญาด้วยกันเองได้

การบังคับสิทธิเมื่อผู้ถือหุ้นฝ่าฝืน SHA

เมื่อผู้ถือหุ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนข้อตกลงใน SHA เช่น ไม่ยอมลงมติสนับสนุนการแก้ไขข้อบังคับตามที่ตกลงไว้ หรือไม่ยอมลงนามในเอกสารที่จำเป็น คู่สัญญาอีกฝ่ายมีทางเลือกในการบังคับสิทธิหลายทาง ทางแรกคือเรียกค่าเสียหายตามหลักทั่วไปของกฎหมายสัญญา ทางที่สองซึ่งมีลักษณะเฉพาะของกฎหมายไทยคือการขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 213 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติว่าหากวัตถุแห่งหนี้เป็นการให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลอาจสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ กล่าวคือหากผู้ถือหุ้นตกลงใน SHA ว่าจะลงนามในเอกสารหรือให้ความยินยอมบางอย่าง แต่ไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายอาจฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาที่ถือเอาแทนการแสดงเจตนานั้นได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ว่ากลไกนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อหนี้ที่ต้องปฏิบัติเป็น "การกระทำนิติกรรม" เท่านั้น หากเป็นเพียง "การกระทำอันหนึ่งอันใด" ทั่วไปที่ไม่ใช่นิติกรรม ศาลจะไม่สั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในลักษณะนี้ (หลักการทั่วไปตามมาตรา 213 วรรคสอง — การปรับใช้กับข้อเท็จจริงเรื่องการลงมติหรือลงนามในกรณี SHA เฉพาะเจาะจง ควรตรวจสอบคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนใช้เป็นความเห็นทางกฎหมายขั้นสุดท้าย)

ในสถานการณ์เร่งด่วน เช่น กำลังจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นที่อาจลงมติขัดกับข้อตกลงใน SHA คู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบอาจพิจารณาขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจากศาลเพื่อระงับการดำเนินการดังกล่าวไว้ก่อนระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่แยกต่างหากจากการฟ้องบังคับตามมาตรา 213

กลไกระงับข้อพิพาท

SHA จำนวนมากในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีผู้ลงทุนต่างชาติร่วมด้วย กำหนดให้ข้อพิพาทระงับโดยอนุญาโตตุลาการแทนการฟ้องต่อศาล เช่น ภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center หรือ THAC) หรือสถาบันระหว่างประเทศอื่นสำหรับธุรกรรมข้ามพรมแดน ข้อดีคือความรวดเร็วและการรักษาความลับ แต่ต้องพิจารณาว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังต้องผ่านกระบวนการร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงจะมีผลบังคับเช่นเดียวกับคำพิพากษา ซึ่งอาจส่งผลต่อความรวดเร็วของการบังคับสิทธิในลักษณะตามมาตรา 213 ข้างต้น (ควรตรวจสอบซ้ำในรายละเอียดสำหรับแต่ละธุรกรรม โดยเฉพาะประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการเองจะมีอำนาจสั่งในลักษณะเดียวกับมาตรา 213 ได้หรือไม่)

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับบริษัทมหาชนและบริษัทจดทะเบียน

กรอบวิเคราะห์ข้างต้นใช้กับบริษัทจำกัดเป็นหลัก หากบริษัทเป้าหมายเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 หรือเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า SHA ที่กระทบอำนาจควบคุมกิจการหรือสิทธิสำคัญของผู้ถือหุ้นอาจเข้าเกณฑ์ต้องเปิดเผยข้อมูลตามกฎเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกลไกอย่างสิทธิบังคับขายร่วม (Drag-Along) อาจเกี่ยวพันกับหลักเกณฑ์การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจแยกต่างหากจากกรอบของบริษัทจำกัดโดยเฉพาะ

ตัวอย่างข้อสัญญา

ข้อกำหนดลำดับชั้นระหว่าง SHA กับข้อบังคับ

"สัญญาฉบับนี้เป็นสัญญาเสริมข้อบังคับของบริษัท ในกรณีที่ข้อกำหนดใดของสัญญาฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท ให้ข้อบังคับมีผลบังคับก่อน และคู่สัญญาตกลงร่วมมือดำเนินการแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของสัญญาฉบับนี้เท่าที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้"

ข้อกำหนดหนังสือเข้าผูกพัน (Deed of Adherence)

"ก่อนการโอนหุ้นหรือการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนใด ๆ จะมีผลสมบูรณ์ ผู้รับโอนหรือผู้จองซื้อต้องลงนามในหนังสือเข้าผูกพันตามแบบที่แนบท้ายสัญญาฉบับนี้เสียก่อน มิฉะนั้นบริษัทและคู่สัญญาเดิมมีสิทธิปฏิเสธไม่บันทึกการโอนหรือการจองซื้อนั้นในทะเบียนผู้ถือหุ้น"

ข้อกำหนดมอบอำนาจล่วงหน้าเพื่อรองรับการบังคับสิทธิ

"หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันในการลงมติหรือลงนามในเอกสารใดตามที่กำหนดในสัญญาฉบับนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด คู่สัญญาฝ่ายนั้นตกลงมอบอำนาจให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหรือบุคคลที่อีกฝ่ายกำหนดเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงนี้ โดยไม่ตัดสิทธิของคู่สัญญาที่จะร้องขอต่อศาลตามมาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์"

ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ

"ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาฉบับนี้ รวมถึงปัญหาว่าสัญญานี้มีผลสมบูรณ์หรือได้เลิกกันแล้วหรือไม่ ให้ระงับโดยการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ (THAC) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการเสนอข้อพิพาทนั้นเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ โดยดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นภาษาไทย ณ กรุงเทพมหานคร"

ข้อแนะนำในทางปฏิบัติ

  • ยืนยันก่อนร่างว่าบริษัทจะเข้าเป็นคู่สัญญาใน SHA หรือไม่ เพราะกระทบภาระผูกพันของบริษัทเองโดยตรง ไม่ใช่แค่ของผู้ถือหุ้น
  • ไล่เทียบข้อกำหนดของ SHA กับข้อบังคับทีละข้อก่อนลงนาม ใช้ตาราง "ข้อตกลงใดควรยกเข้าข้อบังคับ" ข้างต้นเป็นกรอบตัดสินใจ
  • อย่าสมมติว่าข้อกำหนดใน SHA จะผูกพันผู้รับโอนหุ้นในอนาคตโดยอัตโนมัติ ต้องมีกลไกหนังสือเข้าผูกพันหรือยกเข้าข้อบังคับเสมอ
  • ตรวจมาตรา 1108 ทุกครั้งที่มีข้อจำกัดการโอนหุ้น เพราะข้อจำกัดที่ไม่ปรากฏในข้อบังคับอาจใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้
  • พิจารณาใส่ข้อกำหนดมอบอำนาจล่วงหน้าควบคู่กับสิทธิร้องขอศาลตามมาตรา 213 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบังคับสิทธิเมื่อมีการฝ่าฝืน
  • สำหรับกิจการที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าว ตรวจว่าเงื่อนไขการโอนหุ้นใน SHA และข้อบังคับไม่ขัดกับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือประมวลกฎหมายที่ดิน
  • สำหรับบริษัทมหาชนหรือบริษัทจดทะเบียน ตรวจสอบภาระเปิดเผยข้อมูลและความเกี่ยวพันกับหลักเกณฑ์การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แยกต่างหาก

บทสรุป

SHA และข้อบังคับบริษัทไม่ใช่เอกสารที่แข่งขันกันเอง แต่เป็นเอกสารสองฉบับที่ทำหน้าที่ต่างกันและต้องออกแบบให้เสริมกัน ข้อตกลงใดที่ต้องการให้ผูกพันบริษัทและผู้ถือหุ้นในอนาคตต้องหาทางยกเข้าข้อบังคับ ส่วนข้อตกลงที่เป็นกลไกภายในหรือข้อมูลทางพาณิชย์ที่ต้องการเก็บเป็นความลับสามารถคงไว้ใน SHA ได้ตามเดิม การวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อตกลงจะใช้บังคับไม่ได้จริงเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นในอนาคต

บทความนี้เป็นกรอบวิเคราะห์ทั่วไปเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจจริง

ติดต่อสำนักงาน

ต้องการคุยรายละเอียดเรื่องนี้กับทนายหรือไม่

ส่งข้อเท็จจริงและเอกสารหลักให้สำนักงานตรวจเบื้องต้น แล้วเราจะช่วยอธิบายขั้นตอนถัดไปที่เหมาะกับเรื่องของคุณ

แชร์

LINEGmail
กลับขึ้นด้านบน ↑

ภาพ 1 / 1