ข้ามไปยังเนื้อหา

ภาษีและวางแผนภาษี

จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดาจริงหรือไม่

3 ยอดเข้าชม

หลายคนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทเพราะเชื่อว่าจะเสียภาษีน้อยกว่าการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แต่ความจริงแล้ว การจดบริษัทไม่ได้ทำให้เสียภาษีน้อยลงเสมอไป และบางธุรกิจอาจเสียภาษีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เรามักได้ยินว่าบุคคลธรรมดาเสียภาษีสูงสุด 35% แต่บริษัทเสียภาษีเพียง 20% หรือหากเป็นบริษัทขนาดเล็ก (SME) ก็เสียเพียง 15% จึงดูเหมือนว่าการจดทะเบียนบริษัทเป็นทางเลือกที่ประหยัดภาษีกว่า

แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ยังไม่ครบถ้วน เพราะภาษีของบุคคลธรรมดาและบริษัทมีวิธีคำนวณแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการหักค่าใช้จ่าย และหากเจ้าของบริษัทต้องการนำกำไรออกมาใช้ส่วนตัว ก็อาจมีภาษีเพิ่มเติมอีก

ลองมาดูตัวอย่างว่า หากธุรกิจเดียวกันมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่ากัน การเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดากับบริษัทจะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

1. บุคคลธรรมดากับบริษัทเสียภาษี

ต่างกันอย่างไร​

บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิ

โดยนำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามกฎหมาย จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0% จนถึง 35% หมายความว่า แม้เงินได้สุทธิจะอยู่ในช่วงที่ต้องเสียภาษี 25% ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินได้ทั้งหมดจะถูกเก็บภาษี 25% เพราะต้องคำนวณแยกตามขั้นเงินได้

บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี

บริษัททั่วไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทางภาษี แต่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เข้าเงื่อนไขกฎหมายจะได้รับอัตราภาษีพิเศษ ดังนี้

กำไรสุทธิอัตราภาษี SME
300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี
ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาท15%
ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท20%

บริษัทที่จะใช้อัตราภาษี SME ต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เช่น ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี รวมถึงเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น บริษัททุกแห่งไม่ได้เสียภาษี 15% และบุคคลธรรมดาทุกคนก็ไม่ได้เสียภาษี 35% เช่นเดียวกัน

2. ลองคำนวณจากธุรกิจเดียวกัน รายได้ปีละ 3 ล้านบาท

สมมติว่าเจ้าของกิจการเปิดร้านขายสินค้าทั่วไป มีรายได้และค่าใช้จ่ายดังนี้

  • รายได้จากการขายสินค้าทั้งปี 3,000,000 บาท
  • ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาท
  • เหลือกำไรก่อนภาษี 2,100,000 บาท

เราจะใช้ตัวเลขชุดเดียวกันเปรียบเทียบระหว่างการดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัด

กรณีที่ 1 ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ธุรกิจบางประเภทสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างเช่น กิจการค้าขายสินค้าทั่วไปที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ของรายได้

แม้ในตัวอย่างนี้ร้านค้าจะมีค่าใช้จ่ายจริงเพียง 900,000 บาท แต่สามารถใช้ค่าใช้จ่ายเหมา 1,800,000 บาทในการคำนวณภาษีได้

วิธีคำนวณเป็นดังนี้

รายการจำนวนเงิน
รายได้ทั้งปี3,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%1,800,000 บาท
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย1,200,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท
เงินได้สุทธิ1,140,000 บาท

เมื่อนำเงินได้สุทธิ 1,140,000 บาทมาคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้า จะเสียภาษีดังนี้

ช่วงเงินได้สุทธิภาษี
150,000 บาทแรกยกเว้น
150,000 บาทถัดมา × 5%7,500 บาท
200,000 บาทถัดมา × 10%20,000 บาท
250,000 บาทถัดมา × 15%37,500 บาท
250,000 บาทถัดมา × 20%50,000 บาท
140,000 บาทที่เหลือ × 25%35,000 บาท
รวมภาษีทั้งปี150,000 บาท

นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบภาษีอีกวิธีหนึ่ง โดยนำรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายมาคำนวณในอัตรา 0.5% ในตัวอย่างนี้จะได้ภาษี 15,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ 150,000 บาท จะเห็นว่าวิธีแรกมีภาษีสูงกว่า ดังนั้น ภาษีที่ต้องเสียจึงเป็น 150,000 บาท

กล่าวคือ แม้ร้านค้าจะมีรายได้ถึง 3 ล้านบาทต่อปี แต่ในตัวอย่างนี้เจ้าของกิจการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 150,000 บาท ทั้งนี้ ตัวอย่างสมมติว่าไม่มีเงินได้อื่นและไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม และกิจการมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ตามกฎหมาย

กรณีที่ 2 หากเปลี่ยนมาจดทะเบียนบริษัทจำกัด

สมมติว่าเรานำธุรกิจร้านค้าเดิมมาจดทะเบียนบริษัท โดยยังคงมีรายได้ 3 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาทเท่าเดิม การคำนวณภาษีจะเปลี่ยนไป เพราะบริษัทไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% แบบบุคคลธรรมดาได้

บริษัทต้องคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีจากรายได้และรายจ่ายที่หักได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

รายการจำนวนเงิน
รายได้ทั้งปี3,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายจริง900,000 บาท
กำไรสุทธิทางภาษี2,100,000 บาท

หากบริษัทเข้าเงื่อนไข SME จะคำนวณภาษีได้ดังนี้

  • กำไร 300,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรส่วนที่เหลือ 1,800,000 บาท เสียภาษี 15%

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ

1,800,000 × 15% = 270,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจเดียวกัน รายได้เท่ากัน และค่าใช้จ่ายจริงเท่ากัน แต่การจดทะเบียนบริษัทกลับทำให้เสียภาษีมากกว่าการประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ถึง 120,000 บาท และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจัดทำบัญชี งบการเงิน และการสอบบัญชีประจำปีของบริษัท

3. จ่ายภาษีบริษัทแล้ว หากจะนำกำไรออกมาใช้ส่วนตัว ต้องเสียภาษีอีกหรือไม่

นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ

เงินของบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้น แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทเพียงคนเดียวก็ตาม เมื่อบริษัทมีกำไรหลังหักภาษี เงินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของบริษัท เจ้าของไม่สามารถนำออกมาใช้ส่วนตัวได้ตามใจชอบ

หากต้องการรับผลกำไรในรูปของเงินปันผล บริษัทต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการหักภาษีเงินปันผลตามที่กำหนด

จากตัวอย่างเดิม

รายการจำนวนเงิน
กำไรสุทธิก่อนภาษี2,100,000 บาท
ภาษีเงินได้นิติบุคคล270,000 บาท
กำไรหลังภาษี1,830,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล 10%183,000 บาท
เงินปันผลสุทธิที่เจ้าของได้รับ1,647,000 บาท

หากบริษัทสามารถนำกำไรหลังภาษีทั้งหมดมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ตามกฎหมาย และผู้ถือหุ้นเลือกให้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เป็นภาษีสุดท้าย ภาระภาษีรวมจะเท่ากับ

270,000 + 183,000 = 453,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินปันผลมีทางเลือกในการคำนวณ ผู้ถือหุ้นที่เข้าเงื่อนไขอาจเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ จึงไม่ใช่ว่าการรับเงินปันผลจะมีภาระภาษีรวมเท่ากับตัวอย่างนี้ในทุกกรณี

4. สรุปแล้ว แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่ากัน

จากตัวอย่างธุรกิจร้านค้าที่มีรายได้ 3 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาทต่อปี สามารถสรุปได้ดังนี้

รูปแบบการดำเนินธุรกิจภาษีรวมต่อปี
บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%150,000 บาท
บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายจริง377,000 บาท
บริษัท SME เก็บกำไรหลังภาษีไว้ในบริษัท270,000 บาท
บริษัท SME จ่ายกำไรหลังภาษีทั้งหมดเป็นเงินปันผล โดยใช้ภาษีปันผล 10% เป็นภาษีสุดท้าย453,000 บาท

จะเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าการจดทะเบียนบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายจริงไม่สูง แต่กฎหมายอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ในอัตราที่สูงกว่า

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างภายใต้สมมติฐานเดียวกัน ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท เพราะสิทธิหักค่าใช้จ่าย ประเภทเงินได้ และโครงสร้างการรับผลตอบแทนของเจ้าของธุรกิจอาจแตกต่างกัน

5. ถ้าอย่างนั้น การจดบริษัทมีข้อดีอะไร

แม้ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบุคคลธรรมดาเสียภาษีน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าการจดทะเบียนบริษัทไม่คุ้มค่า การจดบริษัทมีข้อดีหลายประการที่ไม่ควรพิจารณาจากภาษีเพียงอย่างเดียว

ประการแรก บริษัทสามารถเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อได้

หากบริษัทมีกำไรและยังไม่จ่ายเงินปันผล ก็ยังไม่เกิดภาษีเงินปันผลในระดับผู้ถือหุ้นจากกำไรส่วนที่เก็บไว้ ซึ่งเหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการสะสมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ ซื้ออุปกรณ์ หรือเปิดสาขาเพิ่ม

ประการที่สอง บริษัทสามารถกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารได้

หากเจ้าของกิจการทำงานให้บริษัทจริง บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามความเหมาะสม และนำมาพิจารณาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เงินเดือนที่เจ้าของได้รับก็ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย จึงต้องวางแผนจากภาระภาษีรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะภาษีที่บริษัทประหยัดได้

ประการที่สาม บริษัทมีโครงสร้างที่เหมาะกับการร่วมลงทุนและการขยายธุรกิจ

บริษัทสามารถกำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ การแบ่งผลกำไร และเงื่อนไขการลงทุนได้ชัดเจนกว่า อีกทั้งยังมีการแยกทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทออกจากทรัพย์สินส่วนบุคคลตามหลักกฎหมายบริษัทจำกัด แม้ความรับผิดส่วนตัวบางกรณีอาจยังเกิดขึ้นได้ สำหรับธุรกิจที่ต้องการมีหุ้นส่วน รับนักลงทุน หรือขยายกิจการในระยะยาว ประโยชน์เหล่านี้อาจมีความสำคัญมากกว่าส่วนต่างภาษีในปีแรก

6. ก่อนจดบริษัท ควรพิจารณาอะไรบ้าง

ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัท เจ้าของกิจการควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง

  1. รายได้และกำไรที่แท้จริง ธุรกิจที่มีรายได้สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรสูงเสมอไป
  2. ประเภทกิจการและสิทธิหักค่าใช้จ่าย บางธุรกิจหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ ขณะที่บางธุรกิจต้องใช้ค่าใช้จ่ายจริง
  3. วิธีนำเงินออกจากธุรกิจ เจ้าของต้องการถอนเงินมาใช้ส่วนตัวทั้งหมด หรือเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ
  4. ต้นทุนการดำเนินงาน การจดบริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ภาษี สอบบัญชี และการปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มเติม
  5. แผนธุรกิจในอนาคต มีแผนร่วมลงทุน ขยายกิจการ เพิ่มผู้ถือหุ้น หรือรับนักลงทุนหรือไม่

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือบริษัท หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องพิจารณาหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่นเดียวกัน การจดบริษัทจึงไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ

สรุป จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยกว่าจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่เสมอไป

การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยลดภาษี และในบางกรณีการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจเสียภาษีน้อยกว่าบริษัทอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกิจการที่สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้มากกว่าค่าใช้จ่ายจริง

แต่หากธุรกิจมีแผนขยายกิจการ ต้องการเก็บกำไรไว้ลงทุน หรือมีผู้ร่วมลงทุนหลายราย การดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทก็อาจมีความเหมาะสมมากกว่า แม้ภาระภาษีในระยะสั้นจะสูงกว่า

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกจดบริษัทเพียงเพราะเห็นว่าอัตราภาษีต่ำกว่า แต่เป็นการเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งหมดควบคู่กับต้นทุน ความเสี่ยง และแผนธุรกิจในอนาคต

ก่อนตัดสินใจจดบริษัท ควรคำนวณภาษีทั้งสองรูปแบบจากตัวเลขจริงของกิจการเสียก่อน เพราะการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น อาจช่วยประหยัดทั้งภาษีและต้นทุนในการดำเนินงานระยะยาว

ติดต่อสำนักงาน

ต้องการคุยรายละเอียดเรื่องนี้กับทนายหรือไม่

ส่งข้อเท็จจริงและเอกสารหลักให้สำนักงานตรวจเบื้องต้น แล้วเราจะช่วยอธิบายขั้นตอนถัดไปที่เหมาะกับเรื่องของคุณ

แชร์

LINEGmail
กลับขึ้นด้านบน ↑

ภาพ 1 / 0