หลายคนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทเพราะเชื่อว่าจะเสียภาษีน้อยกว่าการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แต่ความจริงแล้ว การจดบริษัทไม่ได้ทำให้เสียภาษีน้อยลงเสมอไป และบางธุรกิจอาจเสียภาษีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เรามักได้ยินว่าบุคคลธรรมดาเสียภาษีสูงสุด 35% แต่บริษัทเสียภาษีเพียง 20% หรือหากเป็นบริษัทขนาดเล็ก (SME) ก็เสียเพียง 15% จึงดูเหมือนว่าการจดทะเบียนบริษัทเป็นทางเลือกที่ประหยัดภาษีกว่า
แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ยังไม่ครบถ้วน เพราะภาษีของบุคคลธรรมดาและบริษัทมีวิธีคำนวณแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการหักค่าใช้จ่าย และหากเจ้าของบริษัทต้องการนำกำไรออกมาใช้ส่วนตัว ก็อาจมีภาษีเพิ่มเติมอีก
ลองมาดูตัวอย่างว่า หากธุรกิจเดียวกันมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่ากัน การเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดากับบริษัทจะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
1. บุคคลธรรมดากับบริษัทเสียภาษี
ต่างกันอย่างไร
บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิ
โดยนำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามกฎหมาย จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0% จนถึง 35% หมายความว่า แม้เงินได้สุทธิจะอยู่ในช่วงที่ต้องเสียภาษี 25% ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินได้ทั้งหมดจะถูกเก็บภาษี 25% เพราะต้องคำนวณแยกตามขั้นเงินได้
บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี
บริษัททั่วไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทางภาษี แต่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เข้าเงื่อนไขกฎหมายจะได้รับอัตราภาษีพิเศษ ดังนี้
| กำไรสุทธิ | อัตราภาษี SME |
|---|---|
| 300,000 บาทแรก | ยกเว้นภาษี |
| ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาท | 15% |
| ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท | 20% |
บริษัทที่จะใช้อัตราภาษี SME ต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เช่น ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี รวมถึงเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น บริษัททุกแห่งไม่ได้เสียภาษี 15% และบุคคลธรรมดาทุกคนก็ไม่ได้เสียภาษี 35% เช่นเดียวกัน
2. ลองคำนวณจากธุรกิจเดียวกัน รายได้ปีละ 3 ล้านบาท
สมมติว่าเจ้าของกิจการเปิดร้านขายสินค้าทั่วไป มีรายได้และค่าใช้จ่ายดังนี้
- รายได้จากการขายสินค้าทั้งปี 3,000,000 บาท
- ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาท
- เหลือกำไรก่อนภาษี 2,100,000 บาท
เราจะใช้ตัวเลขชุดเดียวกันเปรียบเทียบระหว่างการดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัด
กรณีที่ 1 ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ธุรกิจบางประเภทสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างเช่น กิจการค้าขายสินค้าทั่วไปที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ของรายได้
แม้ในตัวอย่างนี้ร้านค้าจะมีค่าใช้จ่ายจริงเพียง 900,000 บาท แต่สามารถใช้ค่าใช้จ่ายเหมา 1,800,000 บาทในการคำนวณภาษีได้
วิธีคำนวณเป็นดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| รายได้ทั้งปี | 3,000,000 บาท |
| หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% | 1,800,000 บาท |
| เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย | 1,200,000 บาท |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท |
| เงินได้สุทธิ | 1,140,000 บาท |
เมื่อนำเงินได้สุทธิ 1,140,000 บาทมาคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้า จะเสียภาษีดังนี้
| ช่วงเงินได้สุทธิ | ภาษี |
|---|---|
| 150,000 บาทแรก | ยกเว้น |
| 150,000 บาทถัดมา × 5% | 7,500 บาท |
| 200,000 บาทถัดมา × 10% | 20,000 บาท |
| 250,000 บาทถัดมา × 15% | 37,500 บาท |
| 250,000 บาทถัดมา × 20% | 50,000 บาท |
| 140,000 บาทที่เหลือ × 25% | 35,000 บาท |
| รวมภาษีทั้งปี | 150,000 บาท |
นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบภาษีอีกวิธีหนึ่ง โดยนำรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายมาคำนวณในอัตรา 0.5% ในตัวอย่างนี้จะได้ภาษี 15,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ 150,000 บาท จะเห็นว่าวิธีแรกมีภาษีสูงกว่า ดังนั้น ภาษีที่ต้องเสียจึงเป็น 150,000 บาท
กล่าวคือ แม้ร้านค้าจะมีรายได้ถึง 3 ล้านบาทต่อปี แต่ในตัวอย่างนี้เจ้าของกิจการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 150,000 บาท ทั้งนี้ ตัวอย่างสมมติว่าไม่มีเงินได้อื่นและไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม และกิจการมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ตามกฎหมาย
กรณีที่ 2 หากเปลี่ยนมาจดทะเบียนบริษัทจำกัด
สมมติว่าเรานำธุรกิจร้านค้าเดิมมาจดทะเบียนบริษัท โดยยังคงมีรายได้ 3 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาทเท่าเดิม การคำนวณภาษีจะเปลี่ยนไป เพราะบริษัทไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% แบบบุคคลธรรมดาได้
บริษัทต้องคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีจากรายได้และรายจ่ายที่หักได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| รายได้ทั้งปี | 3,000,000 บาท |
| หักค่าใช้จ่ายจริง | 900,000 บาท |
| กำไรสุทธิทางภาษี | 2,100,000 บาท |
หากบริษัทเข้าเงื่อนไข SME จะคำนวณภาษีได้ดังนี้
- กำไร 300,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
- กำไรส่วนที่เหลือ 1,800,000 บาท เสียภาษี 15%
ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ
1,800,000 × 15% = 270,000 บาท
จะเห็นได้ว่า ธุรกิจเดียวกัน รายได้เท่ากัน และค่าใช้จ่ายจริงเท่ากัน แต่การจดทะเบียนบริษัทกลับทำให้เสียภาษีมากกว่าการประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ถึง 120,000 บาท และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจัดทำบัญชี งบการเงิน และการสอบบัญชีประจำปีของบริษัท
3. จ่ายภาษีบริษัทแล้ว หากจะนำกำไรออกมาใช้ส่วนตัว ต้องเสียภาษีอีกหรือไม่
นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ
เงินของบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้น แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทเพียงคนเดียวก็ตาม เมื่อบริษัทมีกำไรหลังหักภาษี เงินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของบริษัท เจ้าของไม่สามารถนำออกมาใช้ส่วนตัวได้ตามใจชอบ
หากต้องการรับผลกำไรในรูปของเงินปันผล บริษัทต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการหักภาษีเงินปันผลตามที่กำหนด
จากตัวอย่างเดิม
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| กำไรสุทธิก่อนภาษี | 2,100,000 บาท |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | 270,000 บาท |
| กำไรหลังภาษี | 1,830,000 บาท |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล 10% | 183,000 บาท |
| เงินปันผลสุทธิที่เจ้าของได้รับ | 1,647,000 บาท |
หากบริษัทสามารถนำกำไรหลังภาษีทั้งหมดมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ตามกฎหมาย และผู้ถือหุ้นเลือกให้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เป็นภาษีสุดท้าย ภาระภาษีรวมจะเท่ากับ
270,000 + 183,000 = 453,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินปันผลมีทางเลือกในการคำนวณ ผู้ถือหุ้นที่เข้าเงื่อนไขอาจเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ จึงไม่ใช่ว่าการรับเงินปันผลจะมีภาระภาษีรวมเท่ากับตัวอย่างนี้ในทุกกรณี
4. สรุปแล้ว แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่ากัน
จากตัวอย่างธุรกิจร้านค้าที่มีรายได้ 3 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 900,000 บาทต่อปี สามารถสรุปได้ดังนี้
| รูปแบบการดำเนินธุรกิจ | ภาษีรวมต่อปี |
|---|---|
| บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% | 150,000 บาท |
| บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายจริง | 377,000 บาท |
| บริษัท SME เก็บกำไรหลังภาษีไว้ในบริษัท | 270,000 บาท |
| บริษัท SME จ่ายกำไรหลังภาษีทั้งหมดเป็นเงินปันผล โดยใช้ภาษีปันผล 10% เป็นภาษีสุดท้าย | 453,000 บาท |
จะเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าการจดทะเบียนบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายจริงไม่สูง แต่กฎหมายอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ในอัตราที่สูงกว่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างภายใต้สมมติฐานเดียวกัน ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท เพราะสิทธิหักค่าใช้จ่าย ประเภทเงินได้ และโครงสร้างการรับผลตอบแทนของเจ้าของธุรกิจอาจแตกต่างกัน
5. ถ้าอย่างนั้น การจดบริษัทมีข้อดีอะไร
แม้ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบุคคลธรรมดาเสียภาษีน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าการจดทะเบียนบริษัทไม่คุ้มค่า การจดบริษัทมีข้อดีหลายประการที่ไม่ควรพิจารณาจากภาษีเพียงอย่างเดียว
ประการแรก บริษัทสามารถเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อได้
หากบริษัทมีกำไรและยังไม่จ่ายเงินปันผล ก็ยังไม่เกิดภาษีเงินปันผลในระดับผู้ถือหุ้นจากกำไรส่วนที่เก็บไว้ ซึ่งเหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการสะสมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ ซื้ออุปกรณ์ หรือเปิดสาขาเพิ่ม
ประการที่สอง บริษัทสามารถกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารได้
หากเจ้าของกิจการทำงานให้บริษัทจริง บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามความเหมาะสม และนำมาพิจารณาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เงินเดือนที่เจ้าของได้รับก็ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย จึงต้องวางแผนจากภาระภาษีรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะภาษีที่บริษัทประหยัดได้
ประการที่สาม บริษัทมีโครงสร้างที่เหมาะกับการร่วมลงทุนและการขยายธุรกิจ
บริษัทสามารถกำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ การแบ่งผลกำไร และเงื่อนไขการลงทุนได้ชัดเจนกว่า อีกทั้งยังมีการแยกทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทออกจากทรัพย์สินส่วนบุคคลตามหลักกฎหมายบริษัทจำกัด แม้ความรับผิดส่วนตัวบางกรณีอาจยังเกิดขึ้นได้ สำหรับธุรกิจที่ต้องการมีหุ้นส่วน รับนักลงทุน หรือขยายกิจการในระยะยาว ประโยชน์เหล่านี้อาจมีความสำคัญมากกว่าส่วนต่างภาษีในปีแรก
6. ก่อนจดบริษัท ควรพิจารณาอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัท เจ้าของกิจการควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
- รายได้และกำไรที่แท้จริง ธุรกิจที่มีรายได้สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรสูงเสมอไป
- ประเภทกิจการและสิทธิหักค่าใช้จ่าย บางธุรกิจหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ ขณะที่บางธุรกิจต้องใช้ค่าใช้จ่ายจริง
- วิธีนำเงินออกจากธุรกิจ เจ้าของต้องการถอนเงินมาใช้ส่วนตัวทั้งหมด หรือเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ
- ต้นทุนการดำเนินงาน การจดบริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ภาษี สอบบัญชี และการปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มเติม
- แผนธุรกิจในอนาคต มีแผนร่วมลงทุน ขยายกิจการ เพิ่มผู้ถือหุ้น หรือรับนักลงทุนหรือไม่
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือบริษัท หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องพิจารณาหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่นเดียวกัน การจดบริษัทจึงไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ
สรุป จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยกว่าจริงหรือไม่
คำตอบคือ ไม่เสมอไป
การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยลดภาษี และในบางกรณีการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจเสียภาษีน้อยกว่าบริษัทอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกิจการที่สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้มากกว่าค่าใช้จ่ายจริง
แต่หากธุรกิจมีแผนขยายกิจการ ต้องการเก็บกำไรไว้ลงทุน หรือมีผู้ร่วมลงทุนหลายราย การดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทก็อาจมีความเหมาะสมมากกว่า แม้ภาระภาษีในระยะสั้นจะสูงกว่า
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกจดบริษัทเพียงเพราะเห็นว่าอัตราภาษีต่ำกว่า แต่เป็นการเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งหมดควบคู่กับต้นทุน ความเสี่ยง และแผนธุรกิจในอนาคต
ก่อนตัดสินใจจดบริษัท ควรคำนวณภาษีทั้งสองรูปแบบจากตัวเลขจริงของกิจการเสียก่อน เพราะการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น อาจช่วยประหยัดทั้งภาษีและต้นทุนในการดำเนินงานระยะยาว